สถิติเบื้องต้น: ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม ต่างกันยังไง?

👉 สมัครสมาชิก 👈

รับข่าวสาร📢
จาก The Guru First ก่อนใคร

ลงชื่อ อีเมล สมัครสมาชิก TGF

เวลาเราเห็นข่าวที่บอกว่า “รายได้เฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่…” หรือ “คะแนนสอบเฉลี่ยของห้องนี้คือ…” หลายคนอาจคิดว่าคำว่า “ค่าเฉลี่ย” คือสิ่งเดียวที่ใช้บอกข้อมูลทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสรุปข้อมูลทางสถิติยังมีอีก 2 ค่าที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ มัธยฐาน (Median) และ ฐานนิยม (Mode)

ทั้ง 3 ค่านี้เรียกรวมกันว่า ค่ากลางของข้อมูล (Measures of Central Tendency) ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมของข้อมูลจำนวนมากได้ง่ายขึ้น

บทความนี้จะพาไปรู้จักว่า ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน และฐานนิยม ต่างกันอย่างไร และควรใช้เมื่อใด

ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน ฐานนิยม ต่างกันยังไง

ค่ากลางของข้อมูลคืออะไร?

ค่ากลางของข้อมูล คือ ตัวแทนของข้อมูลทั้งหมดที่ช่วยบอกว่า ข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในระดับใด

ลองนึกภาพว่าในห้องเรียนมีนักเรียน 40 คน แต่ละคนได้คะแนนแตกต่างกัน หากต้องการอธิบายผลการสอบทั้งห้อง เราคงไม่สามารถบอกคะแนนทีละคนได้ จึงต้องใช้ค่ากลางมาช่วยสรุปข้อมูล

ค่ากลางที่นิยมใช้มี 3 ประเภท ได้แก่

  1. ค่าเฉลี่ย (Mean)
  2. มัธยฐาน (Median)
  3. ฐานนิยม (Mode)

1. ค่าเฉลี่ย (Mean)

ค่าเฉลี่ย คือ ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด หารด้วยจำนวนข้อมูล

สูตร

สูตรค่าเฉลี่ย

โดยที่

  • x̄ = ค่าเฉลี่ย
  • ∑x = ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด
  • n = จำนวนข้อมูล

ตัวอย่าง

คะแนนสอบของนักเรียน 5 คน คือ

60, 70, 80, 90, 100

ผลรวมคะแนน

60 + 70 + 80 + 90 + 100 = 400

ค่าเฉลี่ย

400 ÷ 5 = 80

ดังนั้น ค่าเฉลี่ย = 80 คะแนน

ข้อดีของค่าเฉลี่ย

  • คำนวณง่าย
  • ใช้ข้อมูลทุกตัวในการคำนวณ
  • เหมาะสำหรับข้อมูลที่กระจายตัวไม่มาก

ข้อจำกัด

ค่าเฉลี่ยได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่สูงหรือต่ำผิดปกติ

ตัวอย่าง

20, 20, 25, 25, 200

ค่าเฉลี่ย = 58

ทั้งที่ข้อมูลส่วนใหญ่มีค่าเพียงประมาณ 20–25

ค่าเฉลี่ย

2. มัธยฐาน (Median)

มัธยฐาน คือ ค่าที่อยู่ตรงกลางของข้อมูลเมื่อเรียงลำดับจากน้อยไปมาก

วิธีหา

  1. เรียงข้อมูลจากน้อยไปมาก
  2. หาค่าที่อยู่ตรงกลาง

ตัวอย่างที่ 1 (จำนวนข้อมูลเป็นเลขคี่)

10, 20, 30, 40, 50

ค่าตรงกลางคือ 30

ดังนั้น

มัธยฐาน = 30


ตัวอย่างที่ 2 (จำนวนข้อมูลเป็นเลขคู่)

10, 20, 30, 40

ค่าตรงกลางมี 2 ค่า คือ 20 และ 30

นำมาหาค่าเฉลี่ย

(20 + 30) ÷ 2 = 25

ดังนั้น

มัธยฐาน = 25


ข้อดีของมัธยฐาน

  • ไม่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลผิดปกติมากนัก
  • เหมาะกับข้อมูลรายได้ ราคาบ้าน หรือข้อมูลที่มีค่าห่างกันมาก

ตัวอย่าง

20, 20, 25, 25, 200

ค่ากลางคือ 25

ดังนั้น

มัธยฐาน = 25

ซึ่งสะท้อนข้อมูลได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยที่เท่ากับ 58

มัธยฐาน

3. ฐานนิยม (Mode)

ฐานนิยม คือ ค่าที่พบซ้ำบ่อยที่สุดในชุดข้อมูล

ตัวอย่าง

10, 20, 20, 30, 40

เลข 20 ปรากฏ 2 ครั้ง

ดังนั้น

ฐานนิยม = 20


กรณีมีฐานนิยมมากกว่า 1 ค่า

ข้อมูล

1, 2, 2, 3, 3, 4

เลข 2 และ 3 ปรากฏเท่ากัน

ดังนั้นมีฐานนิยม 2 ค่า คือ

2 และ 3

(หมายเหตุ: ตามหลักสถิติ หากมีข้อมูลซ้ำกันในจำนวนเท่ากันมากกว่า 2 กลุ่ม จะถือว่าชุดข้อมูลนั้นไม่มีฐานนิยม)


กรณีไม่มีฐานนิยม

ข้อมูล

1, 2, 3, 4, 5

ทุกค่าปรากฏเพียงครั้งเดียว

จึงถือว่า

ไม่มีฐานนิยม


ข้อดีของฐานนิยม

  • ใช้ได้กับข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวเลข
  • เหมาะสำหรับการหาสิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ตัวอย่าง

สีเสื้อที่นักเรียนชอบ

แดง, น้ำเงิน, แดง, เขียว, แดง

ฐานนิยมคือ

สีแดง

ฐานนิยม

เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย มัธยฐาน และฐานนิยม

ประเภทความหมายวิธีหาเหมาะสำหรับ
ค่าเฉลี่ย (Mean)ค่ากลางจากการคำนวณผลรวม ÷ จำนวนข้อมูลข้อมูลที่มีการกระจายตัวใกล้เคียงกัน (ไม่มีค่าที่สูงหรือต่ำกว่ากลุ่มมากเกินไป
มัธยฐาน (Median)ค่าที่อยู่ตรงกลางเรียงข้อมูลแล้วหาค่ากลางข้อมูลที่มีค่าผิดปกติ
ฐานนิยม (Mode)ค่าที่พบมากที่สุดหาค่าที่ซ้ำบ่อยที่สุดความนิยมและการสำรวจ

ตัวอย่างเปรียบเทียบทั้ง 3 ค่า

ข้อมูลรายได้ต่อวัน (บาท)

300, 300, 350, 400, 5000

ค่าเฉลี่ย

(300 + 300 + 350 + 400 + 5000) ÷ 5

= 1,270 บาท

มัธยฐาน

300, 300, 350, 400, 5000

ค่ากลางคือ 350

ฐานนิยม

300 พบมากที่สุด

ดังนั้น

  • ค่าเฉลี่ย = 1,270
  • มัธยฐาน = 350
  • ฐานนิยม = 300

จะเห็นว่าค่าเฉลี่ยสูงมากเพราะมีรายได้ 5,000 บาทเพียงคนเดียว ทำให้มัธยฐานและฐานนิยมสะท้อนข้อมูลจริงได้ดีกว่า


จำง่าย ๆ ใน 1 นาที

  • ค่าเฉลี่ย (Mean) = เอาทุกค่ามารวมแล้วหาร
  • มัธยฐาน (Median) = ค่าที่อยู่ตรงกลางหลังเรียงข้อมูล
  • ฐานนิยม (Mode) = ค่าที่พบซ้ำมากที่สุด

ถ้าข้อมูลมีค่าผิดปกติสูงหรือต่ำมาก → ใช้ มัธยฐาน

ถ้าต้องการดูสิ่งที่คนเลือกมากที่สุด → ใช้ ฐานนิยม

ถ้าต้องการภาพรวมทางคณิตศาสตร์ → ใช้ ค่าเฉลี่ย


สรุป

ค่าเฉลี่ย มัธยฐาน และฐานนิยม เป็นเครื่องมือพื้นฐานทางสถิติที่ช่วยสรุปข้อมูลจำนวนมากให้เข้าใจได้ง่าย แม้ทั้งสามค่าจะใช้บอก “ค่ากลาง” เหมือนกัน แต่ให้มุมมองที่แตกต่างกัน

  • ค่าเฉลี่ย เหมาะกับข้อมูลทั่วไป
  • มัธยฐาน เหมาะกับข้อมูลที่มีค่าผิดปกติ
  • ฐานนิยม เหมาะกับการหาความนิยม

เมื่อเข้าใจความแตกต่างของทั้ง 3 ค่าแล้ว เราจะสามารถเลือกใช้สถิติได้อย่างเหมาะสม และตีความข้อมูลต่าง ๆ ที่พบในชีวิตประจำวันได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคะแนนสอบ รายได้ การสำรวจความคิดเห็น หรือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ก็ตามครับ

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม คลิก

ติดตามครูเฟิร์สใน Facebook Fanpage : ครูเฟิร์ส The Guru First คลิก

พิเศษ!!

สำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม

สนใจอยากได้เทคนิคคิดเร็ว เก่งไว เข้าใจง่าย เรียนแบบเน้น ๆ เจาะแนวข้อสอบที่เจอบ่อย เจอแน่!! ขอแนะนำ คอร์สออนไลน์ ของ The Guru First ไม่ว่าจะเป็น คอร์สออนไลน์ หรือ คอร์สสอนสด เลือกเรียนตามความต้องการได้เลยครับ

กำลังมีคำถามอยู่หรือเปล่าครับ ?

Similar Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *