การอ่านตัวเลขแบบต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษ
👉 สมัครสมาชิก 👈
รับข่าวสาร📢
จาก The Guru First ก่อนใคร
ตัวเลขเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการบอกเวลา การซื้อของ หรือแม้แต่การเรียนคณิตศาสตร์ แต่สำหรับคนที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษ การอ่านตัวเลขอาจดูเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและน่ากลัว
แต่อย่ากังวลไปเลยครับ บทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับวิธีการอ่านตัวเลขแบบต่าง ๆ ในภาษาอังกฤษอย่างง่าย ๆ ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มกันเลยครับ
เลือกอ่านตามหัวข้อ
การอ่านเศษส่วนแบบภาษาอังกฤษ
เศษส่วนประกอบด้วยตัวเศษ (ตัวเลขด้านบน) และตัวส่วน (ตัวเลขด้านล่าง) เราอ่านโดยเริ่มจากตัวเศษ ตามด้วยคำว่า “over” แล้วจึงอ่านตัวส่วน และยังมีวิธีอ่านตามรูปแบบของเศษส่วนด้วยตามตัวอย่างด้านล่างนี้ครับ
เศษส่วนทั่วไป
- 2/5 อ่านว่า “two fifths” หรือ “two over five”
- 7/8 อ่านว่า “seven eighths” หรือ “seven over eight”
เศษส่วนที่มีชื่อเฉพาะ
- 1/4 อ่านว่า “one quarter” หรือ “a quarter”
- 3/4 อ่านว่า “three quarters”
เศษส่วนที่ตัวเศษมากกว่าตัวส่วน (improper fraction)
- 5/3 อ่านว่า “five thirds”
- 11/4 อ่านว่า “eleven fourths” หรือ “eleven quarters”
จำนวนคละ (mixed numbers)
- 1 1/2 อ่านว่า “one and a half” หรือ “one and one half”
- 2 3/4 อ่านว่า “two and three quarters”
- 3 1/3 อ่านว่า “three and one third”
การอ่านทศนิยมแบบภาษาอังกฤษ
เราอ่านตัวเลขหน้าจุดทศนิยมก่อน แล้วตามด้วยคำว่า “point” จากนั้นอ่านตัวเลขหลังจุดทศนิยมทีละตัว
ตัวอย่าง:
- 3.14 อ่านว่า “three point one four”
- 0.5 อ่านว่า “zero point five” หรือ “point five”
การอ่านเปอร์เซ็นต์แบบภาษาอังกฤษ
อ่านตัวเลขตามปกติ แล้วตามด้วยคำว่า “percent”
ตัวอย่าง:
- 50% อ่านว่า “fifty percent”
- 75% อ่านว่า “seventy-five percent”
การอ่านอัตราส่วนแบบภาษาอังกฤษ
อ่านตัวเลขแรก ตามด้วยคำว่า “to” แล้วจึงอ่านตัวเลขที่สอง
ตัวอย่าง:
- 1:2 อ่านว่า “one to two”
- 3:4 อ่านว่า “three to four”
การอ่านเลขยกกำลังแบบภาษาอังกฤษ
อ่านตัวเลขฐาน ตามด้วยคำว่า “to the power of” หรือ “squared” สำหรับยกกำลังสอง “cubed” สำหรับยกกำลังสาม
ตัวอย่าง:
- 2² อ่านว่า “two squared” หรือ “two to the power of two”
- 3³ อ่านว่า “three cubed” หรือ “three to the power of three”
การอ่านตัวเลข การคำนวณพื้นที่แบบภาษาอังกฤษ
อ่านความยาวแต่ละด้าน ตามด้วยหน่วยวัด และคำว่า “by”
ตัวอย่าง:
- 5 x 10 เมตร อ่านว่า “five meters by ten meters”
- 3 x 4 ฟุต อ่านว่า “three feet by four feet”
การอ่านปี ค.ศ. แบบภาษาอังกฤษ
อ่านตัวเลขเป็นคู่ ๆ หรืออ่านทีละตัวก็ได้
ตัวอย่าง:
- 1995 อ่านว่า “nineteen ninety-five” หรือ “one nine nine five”
- 2024 อ่านว่า “twenty twenty-four” หรือ “two zero two four”
การอ่านสแควร์รูทแบบภาษาอังกฤษ
ใช้คำว่า “square root of” ตามด้วยตัวเลขใต้เครื่องหมายรากที่สอง
ตัวอย่าง:
- √4 อ่านว่า “square root of four”
- √9 อ่านว่า “square root of nine”
การอ่านตัวเลขโรมันแบบภาษาอังกฤษ
ตัวเลขโรมันใช้ตัวอักษรแทนตัวเลข เราอ่านโดยใช้ชื่อตัวอักษรนั้น ๆ
ตัวอย่าง:
- I (1) อ่านว่า “one”
- V (5) อ่านว่า “five”
- X (10) อ่านว่า “ten”
- L (50) อ่านว่า “fifty”
- C (100) อ่านว่า “one hundred”
- D (500) อ่านว่า “five hundred”
- M (1000) อ่านว่า “one thousand”
การอ่านเบอร์โทรศัพท์แบบภาษาอังกฤษ
การอ่านเบอร์โทรศัพท์มักอ่านทีละตัวเลข บางครั้งอาจจัดกลุ่มตามรูปแบบของแต่ละประเทศ
ตัวอย่าง:
- เบอร์อเมริกัน: 555-123-4567 อ่านว่า “five five five, one two three, four five six seven”
- เบอร์อังกฤษ: 020 7946 0958 อ่านว่า “oh two oh, seven nine four six, oh nine five eight”
การอ่านตัวเลขลำดับที่ (Ordinal Numbers) ภาษาอังกฤษ
ใช้สำหรับบอกลำดับ โดยเติมคำลงท้ายพิเศษหลังตัวเลข
ตัวอย่าง:
- 1st อ่านว่า “first”
- 2nd อ่านว่า “second”
- 3rd อ่านว่า “third”
- 4th อ่านว่า “fourth”
- 21st อ่านว่า “twenty-first”
การอ่านตัวเลขทางคณิตศาสตร์พิเศษ
ตัวเลขพิเศษบางตัวมีชื่อเฉพาะในภาษาอังกฤษ
ตัวอย่าง:
- π อ่านว่า “pi”
- e อ่านว่า “e” หรือ “Euler’s number”
- ∞ อ่านว่า “infinity”
การอ่านสมการทางคณิตศาสตร์แบบภาษาอังกฤษ
เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์มีคำศัพท์เฉพาะในการอ่าน
ตัวอย่าง:
- + อ่านว่า “plus”
- – อ่านว่า “minus”
- × อ่านว่า “times” หรือ “multiplied by”
- ÷ อ่านว่า “divided by”
- = อ่านว่า “equals”
การอ่านตัวเลขในรูปแบบสกุลเงิน แบบภาษาอังกฤษ
อ่านจำนวนเงินตามปกติ แล้วตามด้วยชื่อสกุลเงิน
ตัวอย่าง:
- $1,000 อ่านว่า “one thousand dollars”
- €500 อ่านว่า “five hundred euros”
- £200 อ่านว่า “two hundred pounds”
การอ่านตัวเลขมาตราส่วนแบบภาษาอังกฤษ
อ่านตัวเลขแรก ตามด้วย “to” แล้วจึงอ่านตัวเลขที่สอง
ตัวอย่าง:
- 1:100 อ่านว่า “one to one hundred”
- 1:1000 อ่านว่า “one to one thousand”
การบอกเวลาแบบภาษาอังกฤษ
สำหรับระบบ 12 ชั่วโมง ใช้ “a.m.” สำหรับเวลาก่อนเที่ยง และ “p.m.” สำหรับหลังเที่ยง ส่วนระบบ 24 ชั่วโมงอ่านตัวเลขตามปกติ
และยังมีรูปแบบอื่น ๆ ตามตัวอย่างด้านล่างนี้ครับ
เวลาตรงชั่วโมง
- 7:00 อ่านว่า “seven o’clock” หรือ “seven”
- 14:00 อ่านว่า “fourteen hundred hours” (แบบทหาร) หรือ “two p.m.”
เวลาที่มีนาที
- 8:15 อ่านว่า “eight fifteen” หรือ “quarter past eight”
- 17:30 อ่านว่า “seventeen thirty” หรือ “half past five”
- 9:45 อ่านว่า “nine forty-five” หรือ “quarter to ten”
เวลาก่อนเที่ยงและหลังเที่ยง
- 11:20 a.m. อ่านว่า “eleven twenty a.m.” หรือ “twenty past eleven in the morning”
- 3:50 p.m. อ่านว่า “three fifty p.m.” หรือ “ten to four in the afternoon”
เวลาเที่ยงและเที่ยงคืน
- 12:00 (กลางวัน) อ่านว่า “twelve noon” หรือ “midday”
- 00:00 หรือ 24:00 อ่านว่า “twelve midnight” หรือ “midnight”
เวลาในระบบ 24 ชั่วโมง
- 13:45 อ่านว่า “thirteen forty-five” หรือ “quarter to two in the afternoon”
- 22:10 อ่านว่า “twenty-two ten” หรือ “ten past ten at night”
การบอกเวลาโดยประมาณ
- 7:58 อ่านว่า “almost eight o’clock” หรือ “nearly eight”
- 6:03 อ่านว่า “just after six” หรือ “a little past six”
การบอกช่วงเวลา
- 9:00 – 17:00 อ่านว่า “from nine to five” หรือ “between nine a.m. and five p.m.”
การอ่านตัวเลขในภาษาอังกฤษอาจดูท้าทายในตอนแรก แต่ด้วยความเข้าใจและการฝึกฝน ก็จะพบว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด และยังเป็นทักษะที่มีประโยชน์มากในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือการท่องเที่ยว
ดังนั้น ถ้ามีโอกาสลองฝึกฝนและนำไปใช้งานจริง แล้วจะพบว่าการอ่านตัวเลขในภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุกและน่าสนใจมากทีเดียวครับ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม คลิก
ติดตามครูเฟิร์สใน Facebook Fanpage : ครูเฟิร์ส The Guru First คลิก
พิเศษ!!
สำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนรู้เพิ่มเติม
สนใจอยากได้เทคนิคคิดเร็ว เก่งไว เข้าใจง่าย เรียนแบบเน้น ๆ เจาะแนวข้อสอบที่เจอบ่อย เจอแน่!! ขอแนะนำ คอร์สออนไลน์ ของ The Guru First ไม่ว่าจะเป็น คอร์สออนไลน์ หรือ คอร์สสอนสด เลือกเรียนตามความต้องการได้เลยครับ
